這篇要接續介紹倫披尼公園的另一段故事,沒想到倫披尼系列竟然來到第四篇了😆
如今綠意盎然、擁有大片人工湖的倫披尼公園,吸引許多人來這裡散步、慢跑,感受大自然的氣息;但在過去,這裡卻曾被作為垃圾場。當時政府將垃圾傾倒進湖中,直到把整個水池填滿。對比現在乾淨清幽的景象,實在難以想像當時的模樣。※完整譯文內容如下,全文譯自 Silpa:
「倫披尼公園」曾經是個垃圾場,
垃圾填滿了水池並產生惡臭,
以至人們不得不搬離!
“สวนลุมพินี” ทุกวันนี้มีต้นไม้ร่มรื่น มีสระน้ำขนาดใหญ่ ให้ทุกคนได้เข้ามาพักผ่อน สูดลมหายใจได้เต็มปอด แต่ถ้าย้อนไปเมื่อเกือบร้อยปีก่อนแล้วล่ะก็ หากสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ อาจถึงขั้นอาเจียนได้ เพราะ “กรมนคราทร” เคยใช้สวนลุมพินีเป็นที่ทิ้งขยะแหล่งใหญ่มาก่อน!
現今的「倫披尼公園」擁有成蔭綠樹與大片人工湖,供大家前來放鬆身心、盡情呼吸新鮮空氣。但若把時間倒轉至近百年前,如果深吸一口氣,可能就會當場作嘔,因為過去「環境保護署」(現已改制)曾將倫披尼公園作為大型垃圾場!
ขยะและน้ำเสียเป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานครมาตลอดก็ว่าได้ ปรากฏข้อมูลในปี 2441 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ใน 1 วัน เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมขยะได้ราว 13 ตัน
垃圾與廢水可說是曼谷一直以來的重要議題。根據佛曆 2441 年(西元 1898 年)朱拉隆功國王在位期間的資料顯示,政府官員 1 天能收集到約 13 噸的垃圾。
ต่อมาราวปี 2460-2465 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อขยายเขตสุขาภิบาลให้ครอบคลุมสำเพ็ง เยาวราช ปริมาณขยะที่เก็บได้ต่อวันก็เพิ่มเป็น 155 ตัน
後來,大概在佛曆 2460 至 2465 年(西元 1917 至 1922 年)瓦棲拉武國王在位期間,衛生區擴大至涵蓋三聘及耀華力路一帶後,每天能收集到的垃圾量,也就增加至 155 噸。
ขยะสมัยนั้นจัดเก็บและกำจัดอย่างไร? คำตอบคือ นำไปถมตามคูคลอง พื้นที่ที่เป็นหลุมบ่อ หรือตามที่ลุ่มที่ต่ำในแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัยต่างๆ นั่นเอง
當時的垃圾是如何收集與處理的呢?答案就是:拿來填平溝渠、運河、水窪或社區內的各種低窪處等。
ในทศวรรษ 2460 ขยะที่รวบรวมได้จากตอนเหนือของพระนคร ถูกนำไปถมบริเวณถนนราชดำเนิน ขยะจากตอนกลางของพระนคร เอาไปถมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และขยะจากตอนใต้ของพระนคร เอาไปถมที่วัดดอน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชุมชนละแวกนั้นอย่างมาก เป็นต้น
在佛曆 2460 年代(西元 1917 年代),從曼谷北部收集到的垃圾,被用來填平拉差丹能路(Ratchadamnoen Avenue)一帶;曼谷中部的垃圾,被送至朱拉隆功大學填埋;而曼谷南部的垃圾,則被送至瓦東寺(Wat Don)填埋。這樣的情形,為社區居民帶來了極大的困擾與厭惡。
ไม่เพียงขยะจะส่งกลิ่นเหม็น ชวนอาเจียน แต่ยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคหลายอย่าง กลายเป็นปัญหาสุขอนามัยเพิ่มมาอีกหนึ่ง
垃圾不只會散發惡臭、令人作嘔,更是多種病菌的聚集地,因而又衍生另一個公共衛生問題。
ทิ้งขยะที่สวนลุมพินี
將垃圾傾倒在倫披尼公園
ปี 2470 ชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่บนถนนวิทยุ เข้าชื่อกันร้องเรียนว่า กรมนคราทร ได้ขนขยะไปเทที่สระใหญ่ใน “สวนลุมพินี” ริมถนนวิทยุ ทำให้น้ำในสระเน่าเหม็น มีลูกน้ำเต็มสระ และขยะจำนวนมากนี้ก็ไปปิดทางน้ำไม่ให้ไหลลงคลองเหมือนก่อน เกิดน้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นอีก
佛曆 2470 年(西元 1927 年),居住於威塔裕路(Witthayu Road)上的西方人聯署請願,表示環境保護署將垃圾運至威塔裕路旁的「倫披尼公園」大水池中傾倒,導致池水腐臭、孑孓佈滿整個水池,且大量垃圾也阻塞了排水路徑,導致水無法像以往一樣流入運河中,產生更多污水。
สระน้ำในสวนลุมพินีมีขนาดใหญ่มาก จึงเป็นแหล่งทิ้งขยะได้เรื่อยๆ ทิ้งไปทิ้งมากว่าจะเต็มก็ 2 ปีกว่า ระหว่างนั้นชาวตะวันตกทนไม่ไหว ทยอยหนีจากพื้นที่กันหลายคน รวมทั้ง เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ตัวแทนผู้เขียนจดหมายร้องเรียน ก็ยังต้องย้ายออก
倫披尼公園內的水池面積廣大,便成為能不斷傾倒垃圾的地方,前前後後直到填滿也花了 2 年多。在這段期間,許多西方人忍受不了,就紛紛逃離了這個區域,包含撰寫請願信的代表人昭披耶.博丁德查努奇(Chaophraya Bodindechanuchit)也不得不搬離。
พอถามไปยังกรมนคราทรก็ได้รับคำอธิบายว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “เยเนอราล แปลน” (general plan) เพื่อสร้างสนามโปโล แต่เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเพราะไม่มีที่ทิ้งขยะ เพราะที่ดินในจุฬาฯ พอถึงหน้าฝน รถเข้าไปไม่ได้
在詢問環境保護署後,得到的解釋是:這是「綜合計畫」(general plan)的一部份,目的是為了建造馬球運動場。然而,昭披耶.博丁德查努奇則推測應該是無處可倒垃圾,因為朱拉隆功大學的校園一到雨季,車輛就無法駛入。
ต่อมา มีจดหมายชี้แจงจากเสนาบดีมหาดไทยบอกว่า ได้พิจารณาเป็นอย่างดีแล้ว ถึงได้เอาขยะไปทิ้งที่สวนลุมพินี แล้วคนที่โดนกลิ่นเหม็นจากลมขยะก็ถือว่าเป็นจมูกส่วนน้อย แต่บังเอิญเป็นจมูกเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตและฝรั่ง
後來,有一封來自內政部長的解釋信表示,政府已經審慎評估過了,才會將垃圾傾倒於倫披尼公園。而聞到垃圾臭味的人,可說是少數人的鼻子而已,只不過剛好卻是昭披耶.博丁德查努奇與外國人的鼻子。
เมื่อเวลาผ่าน บ้านเมืองขยายตัว มีการจัดการขยะและของเสียอย่างเป็นระบบมากขึ้น การนำขยะไปทิ้งตามสถานที่ดังกล่าวจึงหมดไป
隨著時間流逝與城市擴張,垃圾及廢棄物的處理變得更有系統,將垃圾拿到上述地點傾倒的情形也就消失了。
本篇取自 Silpa:https://www.silpa-mag.com/history/article_128066















